โยคะบำบัดโรค ปวดหลัง คอ ไหล่

11

โยคะบำบัดโรค ปวดหลัง คอ ไหล่

ในปัจจุบันนี้อาการปวดหลัง คอ และไหล่ สามารถพบได้มากขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น หนุ่มสาววัยเรียน วัยทำงานก็มักจะมีอาการนี้กัน   ซึ่งหากปวดมากก็อาจส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันได้นะคะ

อาการปวดหลัง  เนื่องจากการนั่งทำงานนานๆ ตลอดทั้งวัน ซึ่งอาการปวดหลังนี้เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว นั่งในท่าที่ผิดเป็นเวลานาน เช่น นั่งหลังงอ หลังค่อม หรือการก้มหน้าโดยไม่รู้ตัว

ในวันนี้เรามีวีดีโอสอนท่าโยคะบำบัดโรค ปวดหลัง คอ ไหล่มาฝากนะคะ   ทำง่ายๆ นะคะ  มาฝึกทำกันเลยค่ะ

 

นอกจากท่าโยคะในคลิปแล้ว เราก็ยังมีท่าง่ายๆ สำหรับคลายกล้ามเนื้อ  เพื่อช่วยลดปัญหาอาการปวดหลังแบบง่ายๆ ใช้เวลาไม่นานมาฝากกัน เพื่อให้ร่างกายกลับมาดี๊ดีเหมือนเดิม นั่นคือ

11

  1.ท่ายืดเอ็นร้อยหวาย โดยนอนราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองข้างให้เท่ากัน จากนั้นยกขาข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วใช้มือสองข้างรั้งใต้ข้อพับเพื่อดึงขาเข้าหาตัว ดึงขาค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับไปทำอีกข้าง

2.ท่าบิดตัวเป็นเกลียว โดยนอนราบกับพื้น วางมือข้างหนึ่งทำมุมฉากกับลำตัว แล้วบิดลำตัวไปอีกข้างโดยใช้เข่าช่วย ทำค้างไว้ 20 วินาที สลับไปทำอีกข้าง ท่านี้จะรู้สึกได้ชัดเจนว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังได้มาก

22

3.ท่านอนไขว่ห้าง โดยนอนราบกับพื้น ยกขาเหมือนนั่งไขว่ห้าง แล้วใช้เข่าดันขาเข้าหาลำตัว ค้างไว้ 20 วินาที แล้วทำสลับข้าง

4.ท่ายืดกล้ามเนื้อหน้าขา โดยนอนตะแคง ใช้แขนหนุนศรีษะ แล้วใช้มืออีกข้างจับท่อนขาแล้วดึงรั้งไปด้านหลัง ทำค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับข้าง

5.ท่ายืดกล้ามเนื้อหลัง ยืนจับขอบโต๊ะในระยะห่างช่วงแขน แล้วก้มศรีษะลงไปจนรู้สึกหลังตึง ทำค้างไว้ 30 วินาที

33
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ปัจจัยในการทำให้เกิดอาการปวดหลังหลักๆ คือ อายุ น้ำหนัก และพฤติกรรมของเรา เช่นการยืน นั่ง นอน หรือแม้กระทั่งการยกของหนักแบบผิดวิธี จะทำให้เกิดอาการปวดหลัง หากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่แก้ไขจะทำให้เป็นการปวดเรื้อรัง   เพราะสมองมีการจดจำอาการปวด ทำให้รู้สึกปวดอยู่อย่างนั้น  ซึ่งเราสามารถป้องกันได้โดยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพยายามยืน นั่ง นอน และยกของให้ถูกวิธี   หากเป็นไปได้ควรหยุดยกของหนัก ก็จะสามารถป้องกันอาการปวดหลัง หรือบรรเทาอาการได้   แต่หากมีอาการปวดมาก   ขอแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจว่าเกิดจากสาเหตุใด และจะต้องรักษาอย่างไร

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/article/332463

10

Please follow and like us:

Comments

ใส่ความเห็น

Your email address will not be published. Name and email are required